ทำไมแบรนด์ต่างชาติยิ่งขึ้นราคา แต่มีสินค้าที่ขายถูกกว่าได้? ความจริงที่ซ่อนอยู่!

22-year experienced Malaysian salon supplier using a quality vs price chart to select high-value hair products and discard overpriced options

เจ๊ เจ๊สังเกตไหมว่าช่วงนี้มีเทรนด์อย่างนึง?

ทุกครั้งที่เจ๊จะ สต็อกของ จาก แบรนด์ยักษ์ใหญ่ ต่างชาติอย่าง L’Oréal หรือ Schwarzkopf เซลส์ของเขามักจะบอกว่า “เจ๊ เดือนหน้าราคาขึ้นนิดนึงนะ” ตอนนั้นในใจเจ๊ต้องด่าแน่ๆ ว่า “โห ขึ้นอีกแล้วเหรอ? ลูกค้าฉันก็บ่นแล้วว่าราคาตัดผมแพง พวกแกจะขึ้นอีกเหรอ?”

แต่ในอีกมุมนึง เจ๊สังเกตไหมว่ามีสินค้าจากจีนหรือแบรนด์ท้องถิ่นมาเลเซียที่ราคานิ่งๆ แถมบางตัวยิ่งนานยิ่งถูกและคุ้มค่า?

นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา เจ๊ ‘น้ำ’ ในห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) มันลึกมาก วันนี้ผมจะมาเปิดความจริงที่ซ่อนอยู่หลังราคาพวกนี้


ทำไมแบรนด์ต่างชาติขึ้นราคาตลอด? 3 เหตุผลง่ายๆ

1. พวกเขาไม่ได้ขายสินค้า เขาขาย “มาตรฐาน”

เจ๊เคยเห็นโฆษณา L’Oréal ทางทีวีหรือ YouTube ไหม? นักแสดงฮอลลีวูด ถ่ายทำที่หอไอเฟล นักวิทยาศาสตร์ใส่เสื้อกาวน์ขาว ทำให้เรารู้สึกว่าถ้าใช้แชมพูนี้ ผมจะเงางามเหมือนเพชร เจ๊คิดว่าค่าโฆษณาพวกนั้นฟรีเหรอ? ใครจ่าย? เจ๊กับลูกค้าเจ๊นั่นแหละที่ช่วยจ่าย เจ๊ไม่ได้แค่ซื้อแชมพู เจ๊ซื้อ “มาตรฐานและศักดิ์ศรี” ของแบรนด์นั้น ถ้าไม่ขายแพง จะรักษาภาพ ไฮคลาส ไว้ได้ยังไง?

2. ภาษีและค่าขนส่งตกอยู่บนหัวเจ๊

สินค้าพวกนี้มาจากยุโรปหรือญี่ปุ่น กี่พันกิโลเมตร? ตลอดทาง สินค้าผ่านตัวแทนจำหน่ายหลัก ผ่านผู้ค้าส่ง ผ่านดีลเลอร์ แต่ละชั้นจะบวกกำไรของตัวเอง บวกภาษีนำเข้าและค่าส่งอีก ทุกอย่างยัดเข้าไปในราคาขวดยาใส่ผมนั้น เจ๊คิดว่าจ่ายเพื่อคุณภาพ ที่จริงเจ๊ช่วยจ่ายค่าส่งของพวกเขา!

3. งบการตลาดที่เกินเหตุ

เช่าบิลบอร์ดใหญ่ จัดอีเวนต์เปิดตัวที่โรงแรม 5 ดาว จ่ายเงินให้ KOL และอินสตาเฟมัสหลายร้อยคนมารีวิว ทั้งหมดใช้เงิน! สุดท้ายใครต้องแบกค่าใช้จ่ายนี้? ก็เจ้าของร้านที่อยู่ตรงหน้านี่แหละ เพราะฉะนั้น เวลาเจ๊เห็นแคมเปญโฆษณาใหญ่ๆ จากแบรนด์ต่างชาติ เจ๊เตรียมตัวได้เลย—ราคาขึ้นแน่นอน


แล้วทำไมมีสินค้าที่ขายถูกกว่าได้?

นี่คือความจริงที่ผมอยากให้เจ๊รู้มากๆ

สินค้าที่ราคานิ่งหรือถูกกว่าลง ไม่ใช่เพราะเขา “ตัดหญ้า” หรือลดคุณภาพ ความลับมีแค่หนึ่งเดียว: ประสิทธิภาพการผลิตที่บ้ามาก

ยุค “ของจีน = ของขยะ” ผ่านไปนานแล้ว เจ๊! ตอนนี้เขามีห่วงโซ่อุปทานที่สมบูรณ์ที่สุดและโรงงานที่มีประสิทธิภาพสุดๆ เขาทำได้ “ยิ่งนานยิ่งถูก ยิ่งนานยิ่งมีคุณภาพ”

ตัวอย่าง: ด้วยระบบ OEM/ODM ที่แข็งแกร่ง โรงงานในจีนพัฒนาสินค้าจากศูนย์จนใส่กล่องได้ใน 4 เดือน ลองคิดดู ใน 4 เดือนนั้น แบรนด์ต่างชาติในยุโรปอาจจะยังประชุมกันเรื่องขนาดฟอนต์บนขวดอยู่เลย! เวลาคือต้นทุน และความเร็วคือการประหยัด

อีกอย่าง การแข่งขันที่นั่นโหดมาก มีโรงงานเป็นร้อยๆ แข่งกัน ใครกล้าขึ้นราคาตามใจ? ถ้าขึ้นราคา โรงงานข้างๆ ก็ออกสินค้าคุณภาพเดียวกันแต่ถูกกว่า การแข่งขันนี้บังคับให้เขายกระดับคุณภาพและกดต้นทุนให้ต่ำสุด ผลลัพธ์? สินค้าที่มาถึงมือเราราคาเป็นมิตรกว่ามากกับคุณภาพที่เทียบเท่าแบรนด์ใหญ่


แล้วแบรนด์ท้องถิ่นมาเลเซียอยู่ตรงไหน?

เจ๊คงสงสัยว่า “ถ้าแบรนด์นอกแพงมาก แบรนด์จีนก็ถูกและมีคุณภาพ แล้วแบรนด์ท้องถิ่นมาเลเซียจะอยู่ยังไง?”

คำถามดีมาก ตำแหน่งของแบรนด์ท้องถิ่นจริงๆ อยู่ตรงกลางพอดี ไม่ถูกที่สุด และไม่แพงที่สุด แต่มีข้อได้เปรียบที่แบรนด์นอกเลียนแบบไม่ได้: พวกเขาเข้าใจหนังศีรษะคนมาเลเซียที่สุด!

คิดตามตรรกะสิ เจ๊ อากาศที่มาเลเซีย 365 วันร้อนและชื้น หนังศีรษะเราเร็วๆ ก็มัน คัน และแพ้ง่าย ยังไม่นับลูกค้ามุสลิมที่ใส่ฮิญาบทั้งวัน เจ๊คิดว่านักเคมีที่ยุโรปเข้าใจปัญหานี้ไหม? ที่นั่นมีฤดูหิมะ เขาจะเข้าใจความรู้สึกอึดอัดของหนังศีรษะที่อุณหภูมิ 38 องศาได้ยังไง?

จุดแข็งของแบรนด์ท้องถิ่นคือ สูตรเฉพาะสำหรับท้องถิ่น เขาทำสูตรพิเศษสำหรับอากาศ คุณภาพน้ำ และไลฟ์สไตล์ของเรา อีกอย่าง โรงงานอยู่ที่นี่ ไม่มีปัญหาค่าเงินหรือค่าขนส่งเกินเหตุ แบรนด์ท้องถิ่นควรมีราคาที่แข่งขันได้มากๆ

แต่ทำไมบางร้านไม่ใช้แบรนด์ท้องถิ่น?

นี่คือความจริงที่ขมขื่น เจ้าของร้านหลายคนบ่นกับผมว่า “ไม่ใช่ไม่อยากสนับสนุนของท้องถิ่น แต่แบรนด์ท้องถิ่นบางตัวขึ้นราคาตลอด คุณภาพก็แค่นั้น แต่ราคาใกล้เคียงกับแบรนด์ต่างชาติแล้ว”

ถ้าเจ๊ขึ้นราคาแต่คุณภาพไม่แน่น เปลี่ยนไปใช้แบรนด์นำเข้าที่คุ้มค่าดีกว่า แบรนด์ท้องถิ่นจะพึ่งความรู้สึก “สนับสนุนของท้องถิ่น” อย่างเดียวไม่ได้ ถ้าไม่ดูแลคุณภาพและกำไรให้เจ้าของร้าน


บทเรียนสำหรับเจ้าของร้านที่ฉลาด

สรุปจากทั้งหมดนี้คืออะไร?

เวลาเจ๊จะเลือกสินค้าสำหรับร้าน ช่วยทิ้งกรอบความคิดเก่าๆ ที่ว่า “ของแพงต้องดี” เจ๊ต้องอ่านราคาให้ทะลุถึงข้างหลังขวดนั้น

มีสินค้าแพงเพราะเจ๊จ่ายค่าโฆษณาเขา มีสินค้าถูกเพราะห่วงโซ่อุปทานเขามีประสิทธิภาพ เจ๊ทำธุรกิจระยะยาวกับลูกค้าประจำ เจ๊ต้องการสินค้าที่คุณภาพนิ่ง ราคาสมเหตุสมผล และซัพพลายเออร์ไม่เล่นละครขึ้นราคาตลอด

ในฐานะคนที่อยู่ในซัพพลายของร้านเสริมสวยมา 22 ปี หน้าที่แรกของผมคือช่วยเจ๊กรองสินค้าที่บวกกำไรเกินเหตุพวกนี้ หลักการผมง่ายๆ: คุณภาพต้องคุ้มกับราคา และราคาต้องคุ้มกับลูกค้าของเจ๊

หลักการผม: แบรนด์ไม่รู้จักประเทศ แบรนด์ที่ดีคือแบรนด์ที่ช่วยเจ๊ทำกำไร แก้ปัญหาผมลูกค้า และไม่ตัดหญ้าเรื่องคุณภาพ!

เจ้าของร้านที่ฉลาดจะไม่คลั่งไคล้แบรนด์เดียว เขาเก่งเรื่องมิกซ์แอนด์แมทช์ (ผสมผสานอย่างชาญฉลาด):

  • แบรนด์ต่างชาติ: เอานิดหน่อยไว้ทำ “หน้า” และยกระดับมาตรฐานร้าน แต่ไม่ผูกกระแสเงินสดซื้อเยอะๆ
  • แบรนด์นำเข้า/จีนที่คุ้มค่า: ใช้สำหรับบริการที่ทำเร็วและใช้เยอะ (เช่นยายืดผมหรือสีพื้นฐาน) เพื่อกดต้นทุนดำเนินงานให้ต่ำสุด
  • แบรนด์ท้องถิ่นพรีเมียม (ตัวอย่างเช่น Miteo): เฉพาะสำหรับทรีทเมนต์หนังศีรษะ ตลาดผู้หญิงใส่ฮิญาบ/ฮาลาล เพราะสินค้านี้ไม่มีขายเกลื่อนออนไลน์ กำไร 100% เจ๊ถือเองไม่ต้องกลัวลูกค้าเทียบราคา!

ใช้บริการและความเชี่ยวชาญของเจ๊ผูกใจลูกค้า และใช้ระบบรวมออเดอร์ (Group Buy) เพื่อตัดต้นทุนสินค้า! นี่คือความลับจริงๆ ที่ทำให้กระแสเงินสดของร้านเจ๊แข็งแรงตลอด!

Miteo MI3 + MI25 ชุดทรีทเมนต์ป้องกันผมร่วง — สอบถามรวมออเดอร์

Comments

ใส่ความเห็น

Hair Problem?WhatsApp me